“อังคณา” ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ปธ.คณะกรรมการสิทธิฯ ร้องแต่งตั้ง “คณะกรรมการภาคใต้” ใหม่
by admin on December 9th, 2009 at 12:41 pm
(9 ธ.ค.52) นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ หนึ่งในผู้ได้รับแต่ตั้งให้ดำรงตำแหน่งอนุกรรมการภาคใต้ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ส่งจดหายเปิดผนึกถึงประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภาคใต้ ให้พิจารณาการแต่งตั้งคณะกรรมการภาคใต้อีกครั้ง เพื่อให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เพื่อสามารถให้ความคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของคนทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเท่าเทียมตามเจตนารมณ์ของการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรัฐธรรมนูญ
จดหมายดังกล่าวระบุถึงเหตุผลว่า จากหนังสือแต่งตั้งซึ่งมีรายชื่อคณะอนุกรรมการฯ พบว่าคณะอนุกรรมการฯ มีการจำกัดอยู่กับผู้ทำงานเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะด้านสิทธิ และเสรีภาพ ในชีวิต ร่างกาย และด้านการยุติธรรม แต่ไม่ได้มีส่วนประกอบของผู้ทำงานด้านเด็ก ผู้หญิง หรือชนกลุ่มน้อยต่างๆ อีกทั้ง องค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ในอนุกรรมการฯ ชุดนี้ เกือบครึ่ง เป็นบุคคลที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน หรือเป็นเครือข่ายซึ่งทำงานใกล้ชิดกัน จึงอาจทำให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวกุมเสียงข้างมากในคณะอนุกรรมการฯ และอาจส่งผลให้อนุกรรมการฯ ท่านอื่นไม่สามารถหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ
อีกทั้ง จากข้อเท็จจริง ในคณะอนุกรรมการด้านการต่อต้านการทรมานฯ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งในคณะอนุกรรม การฯ ชุดนี้ ได้เคยถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งข้อสังเกตุว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่มีความเป็นกลาง อีกทั้งไม่มีความเป็นธรรม เนื่องจากอนุกรรมการบางท่าน ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ร้องเรียน และผู้ตรวจสอบในเวลาเดียวกัน และในบางกรณีปรากฏมีอนุกรรมการบางท่านได้พยายามตรวจสอบการทำงานของเจ้า หน้าที่รัฐ ในฐานะเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อได้รับการปฏิเสธก็ได้ใช้สถานภาพของอนุกรรมการฯ เข้าไปตรวจสอบ จึงก่อให้เกิดความสับสนในระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจในความเป็นกลาง
นอกจากนี้ยังแสดงความห่วงใยถึงการตรวจสอบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดปัจจุบัน โดยองค์กรสิทธิฯทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ถึงการขาดประสบการณ์ และความเข้าใจในมิติสิทธิมนุษยชนสากล ของคณะกรรมการบางท่าน รวมทั้งการทำงานของคณะกรรมการสิทธิฯ ว่าจะสามารถให้ความคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของพลเมืองไทยทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกันตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และปฏิญญาสากลด้านสิทธิมนุษยชน ฉบับต่างๆ ของสหประชาชาติหรือไม่
ทั้งนี้รายชื่ออนุกรรมการภาคใต้ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์อมรม พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการ นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ รองประธานอนุกรรมการคนที่ 1 นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ รองประธานอนุกรรมการคนที่ 2 นายสมชาย หอมลออ อนุกรรมการ นายมูฮำหมัดซากี เจ๊ะหะ อนุกรรมการ นายโชคชัย วงศ์ตานี อนุกรรมการ นางอังคณา นีละไพจิตร อนุกรรมการ นายอับดุลอาซิส ตาเดอินทร์ อนุกรรมการ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ อนุกรรมการ นายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ อนุกรรมการ
Working Group on Justice for Peace
เรียน ท่านประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เรื่อง การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภาคใต้
เนื่อง จากดิฉันได้รับหนังสือแต่งตั้งจากท่านให้ดำรงตำแหน่งอนุกรรมการภาคใต้แล้ว ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง ในฐานะที่ดิฉันและคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ได้มีโอกาสทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นระยะเวลาประมาณ ๔ ปี ดิฉันมีความเห็นว่ามิติด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้นั้น มีความซับซ้อน และมีผู้คนหลากหลายซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรม ยังคงถูกละเมิดสิทธิ และถูกเลือกปฏิบัติเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนเหล่านี้มีทั้งผู้หญิง เด็ก หรือแม้แต่คนไทยพุทธ ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในพื้นที่
เมื่อ พิจารณาจากหนังสือแต่งตั้งซึ่งมีรายชื่อคณะอนุกรรมการฯ ที่ท่านได้ส่งมานั้น พบว่าคณะอนุกรรมการฯ มีการจำกัดอยู่กับผู้ทำงานเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะด้านสิทธิ และเสรีภาพ ในชีวิต ร่างกาย และด้านการยุติธรรม เท่านั้น มิได้มีส่วนประกอบของผู้ทำงานด้านเด็ก ผู้หญิง หรือชนกลุ่มน้อยต่างๆ อีกทั้ง องค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ในอนุกรรมการฯ ชุดนี้ เกือบครึ่งของคณะกรรมการฯ เป็นบุคคลที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน หรือเป็นเครือข่ายซึ่งทำงานใกล้ชิดกัน จึงอาจทำให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวกุมเสียงข้างมากในคณะอนุกรรมการฯ และอาจส่งผลให้อนุกรรมการฯ ท่านอื่นไม่สามารถหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ เพื่อให้ความคุ้มครองแก่พลเมืองทุกกลุ่มในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๒
จาก ข้อเท็จจริง ในคณะอนุกรรมการด้านการต่อต้านการทรมานฯ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งในคณะอนุกรรม การฯ ชุดนี้ ได้เคยถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งข้อสังเกตุมาแล้วว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ไม่มีความเป็นกลาง อีกทั้งไม่มีความเป็นธรรม เนื่องจากอนุกรรมการบางท่านในคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ร้องเรียน และผู้ตรวจสอบในเวลาเดียวกัน และในบางกรณีปรากฏมีอนุกรรมการบางท่านได้พยายามตรวจสอบการทำงานของเจ้า หน้าที่รัฐ ในฐานะเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อได้รับการปฏิเสธก็ได้ใช้สถานภาพของอนุกรรมการฯ เข้าไปตรวจสอบ จึงก่อให้เกิดความสับสนในระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจในความเป็นกลางของอนุกรรมการฯ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ดัง เป็นที่ทราบแล้วว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดปัจจุบันได้ถูกตรวจสอบจากองค์กรสิทธิฯทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างกว้างขวาง ถึงการขาดประสบการณ์ และความเข้าใจในมิติสิทธิมนุษยชนสากล ของคณะกรรมการบางท่าน อีกทั้งเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน ด้านสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแห่งเอเชีย (Asian NGOs Network on National Human Rights Institutions – ANNI) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยได้ร่วมมือทำงานอย่างสม่ำเสมอกับคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศของ สถาบันระดับชาติเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (International Coordinating Committee of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights -ICC) ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคุณสมบัติขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ภายใต้อำนาจของ อนุกรรมการว่าด้วยการรับรองคุณสมบัติองค์กร (ICC Sub-Committee on Accreditation) ได้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยชุด ปัจจุบันว่าจะสามารถให้ความคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของพลเมืองไทยทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกันตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และปฏิญญาสากลด้านสิทธิมนุษยชน ฉบับต่างๆ ของสหประชาชาติหรือไม่
ด้วย ความห่วงใยดังกล่าวดิฉันจึงมีหนังสือฉบับนี้มายังท่านเพื่อโปรดพิจารณาการ แต่งตั้งคณะกรรมการภาคใต้อีกครั้ง เพื่อให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เพื่อสามารถให้ความคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของคนทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเท่าเทียมตามเจตนารมณ์ของการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
(นางอังคณา นีละไพจิตร)
ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
รายชื่ออนุกรรมการภาคใต้
ศาสตราจารย์อมรม พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการ
นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ รองประธานอนุกรรมการคนที่ ๑
นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ รองประธานอนุกรรมการคนที่ ๒
นายสมชาย หอมลออ อนุกรรมการ
นายมูฮำหมัดซากี เจ๊ะหะ อนุกรรมการ
นายโชคชัย วงศ์ตานี อนุกรรมการ
นางอังคณา นีละไพจิตร อนุกรรมการ
นายอับดุลอาซิส ตาเดอินทร์ อนุกรรมการ
นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ อนุกรรมการ
นายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ อนุกรรมการ






ขอเชิญเข้าร่วมแลก เปลี่ยน ศุกร์เสวนา ครั้งที่ 11
หัวข้อ อภิสิทธิ์(ชน) ปัญญา (ชน) มวล (ชน) ! กับความขัดแย้ง
เปิดประเด็นโดย
บรรจง นะแส ผู้อำนวยการโครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553
เริ่มเปิดประเด็น เวลา 08.30 น. – 12.00 น.
ณ สำนักงานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ปัตตานี
สนใจเข้าร่วม ติดต่อ 073-331-254
e-mail : wgjp_pn@hotmail.com
มาร่วมแลกเปลี่ยนและพูดคุยเพื่อ สร้างสรรค์สังคม
เสวนาสาธารณะ เสวนาความคิด พื้นที่ของคนธรรมดา
Share and Enjoy:
ปรัชญา โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
ท่ามกลางการไหลเทลงพื้นที่ของงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อดับไฟความรุนแรง ที่จังหวัดปลายด้ามขวาน หลายๆ ครั้งโครงการพัฒนาไม่ได้นำพาไปสู่ความสงบที่จริงแท้ แต่กลับทำให้เกิดรอยปริร้าวขึ้นในชุมชนจากความขัดแย้งของผู้นำในท้องถิ่นที่ รัฐใช้เป็นมือไม้ในการจัดการปัญหาในพื้นที่นั่นเอง
และนั่นคือประเด็นที่ถูกหยิบไปพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันกันในเวที “ศุกร์เสวนา” เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งใช้ชื่อหัวข้อว่า “ชุมชน มลายูท่ามกลางความรุนแรง” โดยมีนักพัฒนารุ่นใหม่ที่ทำงานเกาะติด พื้นที่มานานร่วมกันแลกเปลี่ยนและบอกเล่าประสบการณ์ที่ถูกมองข้ามและแทบไม่ เคยนำมาพูดถึงในเวทีสาธารณะ
งบลงแต่ไร้งาน
มู ฮัมหมัด ดือราโอะ อดีตเจ้าหน้าที่ภาคสนามโครงการชุมชนศรัทธา เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมาว่า จากประสบการณ์หลายปีที่ทำงานในพื้นที่ เขาต้องเชื่อมประสานกับแกนนำระดับต่างๆ ของชุมชน ทำให้มองเห็นปัญหาของแกนนำเยอะมาก แม้แต่ผู้นำศาสนาส่วนหนึ่งก็ไม่ค่อยยอมมีส่วนร่วมกับงานพัฒนาชุมชนมากนัก แต่จะเน้นเรื่องพิธีกรรมเป็นหลักด้านเดียว
ส่วนผู้ใหญ่บ้านกับสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญหา เวลางบประมาณของรัฐลงไป พบว่าไม่ค่อยถึงชาวบ้าน และไม่มีการชี้แจง แม้แต่เนื้องานก็ไม่เกิด ถามว่าทุกปีมีงบลงหรือไม่ คำตอบก็คือลง แต่มีอะไรเกิดเป็นรูปธรรมบ้าง คำตอบคือไม่มี มีก็แต่รายงานเป็นเอกสารที่ระบุว่าทำไปหลายอย่างแล้ว
“ผมเคยไปเจอ อบต.แห่งหนึ่ง เขาทำป้ายจัดประชุมโดยเกณฑ์คนเข้ามาร่วม แล้วก็ถ่ายรูป 2-3 รูป [...]
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นิสิตปริญญาโท
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดูเหมือนว่าการถกเถียงเรื่องประสิทธิภาพของเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 จะตกอยู่ใต้เงื้อมมือของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะในเสื้อคลุมนักวิชาการหรือเครื่องแบบทหาร ทั้งๆ ที่การถกเถียงทางสาธารณะเพื่อพิสูจน์เครื่องมือชนิดนี้เป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางจริงๆ
เมื่อการทดสอบถูกกระทำแบบปิดลับ โดยอ้างสัญญาที่กองทัพทำไว้กับบริษัทผู้ผลิต (ซึ่งไม่เคยเปิดเผยสัญญาว่าทำกันไว้อย่างไร เมื่อไหร่ แม้จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯแล้วก็ตาม)
ฉะนั้นไม่ว่าผลการทดสอบจะออกมาอย่างไร ก็คงไม่อาจคลี่คลายความคับข้องใจของประชาชนคนไทยได้ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้คนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจการชี้หรือไม่ ชี้ของเครื่องมือ จีที 200 มานานหลายปี
และแน่นอน เมื่อไม่สามารถคลายความคับข้องใจได้ ก็ย่อมส่งผลถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในระยะต่อไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง!
อุลริค เบค (Ulrich Beck) นักสังคมวิทยาชื่อก้อง มองว่า ในยุคทันสมัยแบบสะท้อนย้อนกลับ (reflexive modernity) ผู้เชี่ยวชาญไม่อาจยึดกุมผูกขาดความรู้เอาไว้ในมือได้อีกต่อไป เบคเชื่อว่าสังคมต้องเกิดกระบวนการวิพากษ์ด้วยการใช้เหตุและผลอย่างถอนราก ถอนโคน (radicalization of rationalization)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ “ระบบราชการ” ซึ่งเคยยึดกุมผูกขาดทุกอย่างเอาไว้ในมือ เมื่อต้องมาอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ระบบราชการจึงมีข้อจำกัดหรือกับดักบางประการซึ่งต้องการการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างถอนรากถอนโคนเพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ปรากฏการณ์เรื่อง จีที 200 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจในการตัดสินใจทางนโยบายผ่านชนชั้นนำของไทยในด้าน “เทคนิค” หรือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งบางเรื่องก็ต้องยอมรับว่ามีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่ จีที 200 เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำงานร่วมกับคน [...]



Leave a Comment