คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ”แถลงการณ์ให้รบ.ตรวจสอบเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด GT200
by admin on February 1st, 2010 at 11:35 am
คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ แถลงการณ์ให้รบ.ตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด “GT200″ หลังพบผิดพลาดมากก่อความเสียหายในชายแดนใต้ ชี้ควรหาคนกลางมาตรวจสอบ ถ้าไม่น่าเชื่อถือควรเลิกใช้
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ได้ออกแถลงการณ์ผ่าน www.deepsouthwatch.org เรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องตรวจหาสารประกอบระเบิด หรือ GT200 ความว่า
ปัจจุบันเครื่องตรวจหาสารประกอบระเบิดหรือที่เรียกว่า GT200 กลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตาม GT200 ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงถึงประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือ หลังจากหลายครั้งได้ส่งผลทั้ง False-Positive (การแสดงผลบวกทั้งๆ ที่ไม่มีสารต้องสงสัย) และ False-Negative (การแสดงผลลบทั้งๆ ที่มีสารต้องสงสัย) ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับชีวิตและอิสรภาพทั้งของประชาชนและเจ้าหน้าที่ รัฐ
การส่งผลบวกทั้งๆ ที่ไม่มีสารต้องสงสัย (False-Positive) เกิดขึ้นในหลายครั้งกับชาวบ้านที่ถูกตรวจโดยเครื่องมือชนิดนี้ ชาวบ้านจากอำเภอตากใบ นราธิวาส คนหนึ่งกล่าวว่าเครื่อง GT200 ชี้ไปที่ต้นมะพร้าว และเมื่อทหารปืนขึ้นไปกลับพบกว่าเป็นถุงใส่น้ำมันพืชที่ลิงอาจคาบไปไว้บนต้น มะพร้าว ในอีกครั้งหนึ่งที่คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่คนหนึ่งถูกเครื่อง GT200 ชี้ ในขณะที่เขากำลังสูบบุหรี่ นอกจากนั้น ผู้ถูกเชิญตัวหลายคนในหลายเหตุการณ์ก็เนื่องมาจากเครื่องมือนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอบรม 4 เดือน เมื่อปลายปี 2550 หรือกรณีอิหม่ามยะผา กาเซ็ง
การส่งผลลบทั้งๆ ที่มีสารต้องสงสัย (False-Negative) ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียหายอันใหญ่หลวงกับชีวิตและทรัพย์สิน กระทั่งกับเจ้าหน้าที่เอง เหตุระเบิดสองครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ใกล้โรงแรมเมอร์ลิน อ.สุไหงโกลก วันที่ 6 ตุลาคม และระเบิดที่ตลาดพิมลชัย อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 19ตุลาคม ที่ผ่านมา หรืออีกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนต้องเสียชีวิต 3 นาย ที่อ.ปะนาเระ จ. ปัตตานี ทั้งสามเหตุการณ์นี้ เครื่อง GT200 ถูกนำไปใช้ในการตรวจเบื้องต้น แต่ไม่สามารถจับสารต้องสงสัยได้ จนนำไปสู่การสูญเสียดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงชี้แจงว่าการใช้งานของเครื่องขึ้นอยู่ กับความเชี่ยวชาญและสภาพความพร้อมทางร่างกายของผู้ใช้งาน โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่า อาจเป็นเพราะผู้ใช้งานมีภาวะเหนื่อยล้าทำให้ส่งผลกับตัวเครื่องมือ ในทางวิทยาศาสตร์มีความเห็นว่า ลักษณะการใช้งานที่ต้องอาศัยสภาพร่างกายของผู้ใช้นั้น ไม่เป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้ และจากข้อมูลที่ค้นพบ ทราบว่าทางกองทัพเองยังไม่เคยใช้การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ ประสิทธิภาพของเครื่องมือนี้ จะมีก็แต่เพียงการทดลองโดยผู้ผลิตหรือผู้ขายที่จำลองสถานการณ์ที่ไม่ได้อิง กับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ
นอกจากนั้น GT200 ยังกลายเป็นประเด็นถกเถียงทางวิชาการทั้งในชุมชนอินเตอร์เนตและชุมชนวิชาการ จากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่า GT200 ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในหน่วยงานทางความมั่นคงของประเทศที่มีแสนยานุภาพ และประสิทธิภาพทางทหาร หน่วยงานของสหรัฐอเมริกาได้ทำการทดลองเครื่องรุ่น MOLE ซึ่งเชื่อว่าเป็นเครื่องชนิดเดียวกับ GT200 แต่ใช้ชื่อทางการค้าต่างกัน โดยใช้การทดลองแบบ double-blind testing พบว่ามีความถูกต้องเพียงแค่ 6 ใน 20 ครั้ง ของการทดลอง นั่นหมายถึงเพียงแค่ 30% ของความถูกต้อง เช่นเดียวกับ เครื่องมือที่คล้ายคลึงกันอีกชนิดคือ Sniffex ซึ่งมีข่าวว่า FBI ของสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบและออกความเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่มี ประสิทธิภาพจริงตามการกล่าวอ้าง และขณะนี้ FBI กำลังดำเนินการฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิต (ดูเหมือนว่าทางกองทัพไทยได้ใช้เครื่อง Sniffex ด้วย)
เครื่อง GT200 ราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 900,000 บาท ซึ่งหากรวมราคา Cards ที่ใช้ร่วมกับเครื่องแล้วก็จะมีราคาประมาณเครื่องละ 1 ล้าน 2 แสนบาท ขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันพบว่าทางกองทัพมีนโยบายที่จะให้มีการจัดซื้อเครื่องดังกล่าว เพิ่มขึ้น นอกจากกองทัพทั้งสามเหล่าทัพแล้ว หน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่มีเครื่องมือชนิดนี้ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เพราะ GT200 สามารถตรวจจับสารเสพติดได้ด้วย) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น
คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ มีความกังวลต่อกรณีนี้เป็นอย่างยิ่ง และขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้
1. ขอให้มีการทดสอบการใช้เครื่องมือนี้โดยอิงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ (เช่นการทดลองโดยวิธี double-blind testing เป็นต้น) โดยหน่วยงานที่เป็นกลาง เป็นอิสระ และให้ภาคประชาชนและนักวิทยาศาสตร์มีส่วนร่วมสังเกตการณ์การทดลองนี้
2. ขอให้การเชิญตัวบุคคล การควบคุมตัว การจัดทำบัญชีรายชื่อ หรือการตั้งข้อหาประชาชน ไม่ขึ้นอยู่กับการแสดงผลของเครื่องมือนี้เพียงอย่างเดียว โดยต้องประกอบกับหลักฐานอื่นๆ และหากพิสูจน์ได้ว่าเครื่องมือนี้ไม่มีประสิทธิภาพที่น่าเชื่อถือเพียงพอ (เช่นแสดงผลชัดเจนได้น้อยกว่า 60-70%) ก็ควรยุติการนำผลการตรวจของเครื่องมือนี้มาใช้ประกอบในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น คือการจับกุม และควบคุมตัวประชาชน
3. ขอให้ทางกองทัพปฏิรูปนโยบาย การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โดยให้มีกระบวนการที่โปร่งใสตรวจสอบได้ มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลย์ โดยให้จัดซื้อด้วยวิธีปกติ และเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ พร้อมไปกับการคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ
4. หากการตรวจสอบจากหน่วยงานทาง วิทยาศาสตร์ที่เป็นอิสระ พบว่าเครื่องมือชนิดนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ ขอให้กองทัพภาคที่ 4 ยุติการนำเครื่องมือชนิดนี้มาใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทันที เพื่อลดความระแวงระหว่างรัฐและประชาชน และเพื่อฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจ และความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้กลับคืนมา

ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257157541&grpid=01






ขอเชิญเข้าร่วมแลก เปลี่ยน ศุกร์เสวนา ครั้งที่ 11
หัวข้อ อภิสิทธิ์(ชน) ปัญญา (ชน) มวล (ชน) ! กับความขัดแย้ง
เปิดประเด็นโดย
บรรจง นะแส ผู้อำนวยการโครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553
เริ่มเปิดประเด็น เวลา 08.30 น. – 12.00 น.
ณ สำนักงานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ปัตตานี
สนใจเข้าร่วม ติดต่อ 073-331-254
e-mail : wgjp_pn@hotmail.com
มาร่วมแลกเปลี่ยนและพูดคุยเพื่อ สร้างสรรค์สังคม
เสวนาสาธารณะ เสวนาความคิด พื้นที่ของคนธรรมดา
Share and Enjoy:
ปรัชญา โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
ท่ามกลางการไหลเทลงพื้นที่ของงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อดับไฟความรุนแรง ที่จังหวัดปลายด้ามขวาน หลายๆ ครั้งโครงการพัฒนาไม่ได้นำพาไปสู่ความสงบที่จริงแท้ แต่กลับทำให้เกิดรอยปริร้าวขึ้นในชุมชนจากความขัดแย้งของผู้นำในท้องถิ่นที่ รัฐใช้เป็นมือไม้ในการจัดการปัญหาในพื้นที่นั่นเอง
และนั่นคือประเด็นที่ถูกหยิบไปพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันกันในเวที “ศุกร์เสวนา” เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งใช้ชื่อหัวข้อว่า “ชุมชน มลายูท่ามกลางความรุนแรง” โดยมีนักพัฒนารุ่นใหม่ที่ทำงานเกาะติด พื้นที่มานานร่วมกันแลกเปลี่ยนและบอกเล่าประสบการณ์ที่ถูกมองข้ามและแทบไม่ เคยนำมาพูดถึงในเวทีสาธารณะ
งบลงแต่ไร้งาน
มู ฮัมหมัด ดือราโอะ อดีตเจ้าหน้าที่ภาคสนามโครงการชุมชนศรัทธา เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมาว่า จากประสบการณ์หลายปีที่ทำงานในพื้นที่ เขาต้องเชื่อมประสานกับแกนนำระดับต่างๆ ของชุมชน ทำให้มองเห็นปัญหาของแกนนำเยอะมาก แม้แต่ผู้นำศาสนาส่วนหนึ่งก็ไม่ค่อยยอมมีส่วนร่วมกับงานพัฒนาชุมชนมากนัก แต่จะเน้นเรื่องพิธีกรรมเป็นหลักด้านเดียว
ส่วนผู้ใหญ่บ้านกับสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญหา เวลางบประมาณของรัฐลงไป พบว่าไม่ค่อยถึงชาวบ้าน และไม่มีการชี้แจง แม้แต่เนื้องานก็ไม่เกิด ถามว่าทุกปีมีงบลงหรือไม่ คำตอบก็คือลง แต่มีอะไรเกิดเป็นรูปธรรมบ้าง คำตอบคือไม่มี มีก็แต่รายงานเป็นเอกสารที่ระบุว่าทำไปหลายอย่างแล้ว
“ผมเคยไปเจอ อบต.แห่งหนึ่ง เขาทำป้ายจัดประชุมโดยเกณฑ์คนเข้ามาร่วม แล้วก็ถ่ายรูป 2-3 รูป [...]
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นิสิตปริญญาโท
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดูเหมือนว่าการถกเถียงเรื่องประสิทธิภาพของเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 จะตกอยู่ใต้เงื้อมมือของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะในเสื้อคลุมนักวิชาการหรือเครื่องแบบทหาร ทั้งๆ ที่การถกเถียงทางสาธารณะเพื่อพิสูจน์เครื่องมือชนิดนี้เป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางจริงๆ
เมื่อการทดสอบถูกกระทำแบบปิดลับ โดยอ้างสัญญาที่กองทัพทำไว้กับบริษัทผู้ผลิต (ซึ่งไม่เคยเปิดเผยสัญญาว่าทำกันไว้อย่างไร เมื่อไหร่ แม้จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯแล้วก็ตาม)
ฉะนั้นไม่ว่าผลการทดสอบจะออกมาอย่างไร ก็คงไม่อาจคลี่คลายความคับข้องใจของประชาชนคนไทยได้ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้คนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจการชี้หรือไม่ ชี้ของเครื่องมือ จีที 200 มานานหลายปี
และแน่นอน เมื่อไม่สามารถคลายความคับข้องใจได้ ก็ย่อมส่งผลถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในระยะต่อไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง!
อุลริค เบค (Ulrich Beck) นักสังคมวิทยาชื่อก้อง มองว่า ในยุคทันสมัยแบบสะท้อนย้อนกลับ (reflexive modernity) ผู้เชี่ยวชาญไม่อาจยึดกุมผูกขาดความรู้เอาไว้ในมือได้อีกต่อไป เบคเชื่อว่าสังคมต้องเกิดกระบวนการวิพากษ์ด้วยการใช้เหตุและผลอย่างถอนราก ถอนโคน (radicalization of rationalization)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ “ระบบราชการ” ซึ่งเคยยึดกุมผูกขาดทุกอย่างเอาไว้ในมือ เมื่อต้องมาอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ระบบราชการจึงมีข้อจำกัดหรือกับดักบางประการซึ่งต้องการการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างถอนรากถอนโคนเพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ปรากฏการณ์เรื่อง จีที 200 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจในการตัดสินใจทางนโยบายผ่านชนชั้นนำของไทยในด้าน “เทคนิค” หรือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งบางเรื่องก็ต้องยอมรับว่ามีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่ จีที 200 เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำงานร่วมกับคน [...]



Leave a Comment