เสียงคนรุ่นใหม่…ชำแหละปัญหาผู้นำท้องถิ่นแดนใต้ “งบลงแต่ไร้งาน-ไม่เห็นหัวชาวบ้าน”
by admin on March 26th, 2010 at 10:42 am
ปรัชญา โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
ท่ามกลางการไหลเทลงพื้นที่ของงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อดับไฟความรุนแรง ที่จังหวัดปลายด้ามขวาน หลายๆ ครั้งโครงการพัฒนาไม่ได้นำพาไปสู่ความสงบที่จริงแท้ แต่กลับทำให้เกิดรอยปริร้าวขึ้นในชุมชนจากความขัดแย้งของผู้นำในท้องถิ่นที่ รัฐใช้เป็นมือไม้ในการจัดการปัญหาในพื้นที่นั่นเอง
และนั่นคือประเด็นที่ถูกหยิบไปพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันกันในเวที “ศุกร์เสวนา” เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งใช้ชื่อหัวข้อว่า “ชุมชน มลายูท่ามกลางความรุนแรง” โดยมีนักพัฒนารุ่นใหม่ที่ทำงานเกาะติด พื้นที่มานานร่วมกันแลกเปลี่ยนและบอกเล่าประสบการณ์ที่ถูกมองข้ามและแทบไม่ เคยนำมาพูดถึงในเวทีสาธารณะ
งบลงแต่ไร้งาน
มู ฮัมหมัด ดือราโอะ อดีตเจ้าหน้าที่ภาคสนามโครงการชุมชนศรัทธา เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมาว่า จากประสบการณ์หลายปีที่ทำงานในพื้นที่ เขาต้องเชื่อมประสานกับแกนนำระดับต่างๆ ของชุมชน ทำให้มองเห็นปัญหาของแกนนำเยอะมาก แม้แต่ผู้นำศาสนาส่วนหนึ่งก็ไม่ค่อยยอมมีส่วนร่วมกับงานพัฒนาชุมชนมากนัก แต่จะเน้นเรื่องพิธีกรรมเป็นหลักด้านเดียว
ส่วนผู้ใหญ่บ้านกับสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญหา เวลางบประมาณของรัฐลงไป พบว่าไม่ค่อยถึงชาวบ้าน และไม่มีการชี้แจง แม้แต่เนื้องานก็ไม่เกิด ถามว่าทุกปีมีงบลงหรือไม่ คำตอบก็คือลง แต่มีอะไรเกิดเป็นรูปธรรมบ้าง คำตอบคือไม่มี มีก็แต่รายงานเป็นเอกสารที่ระบุว่าทำไปหลายอย่างแล้ว
“ผมเคยไปเจอ อบต.แห่งหนึ่ง เขาทำป้ายจัดประชุมโดยเกณฑ์คนเข้ามาร่วม แล้วก็ถ่ายรูป 2-3 รูป จากนั้นก็เสร็จ ชาวบ้านก็แยกย้ายกันกลับ มันเป็นการทำงานที่เรียกได้ว่าไม่โปร่งใสเอาเลย ถ้าโครงการนี้ใช้งบสิบล้าน ก็ได้ไปเลยสิบล้านเต็มๆ เสียแค่ค่าถ่ายรูปไม่กี่ร้อยบาท นี่คือความไม่จริงใจไม่จริงจังที่ชาวบ้านมองคนที่เป็นตัวแทนของภาครัฐในการ แก้ปัญหาสามจังหวัด เพราะมีหน้าที่แต่กลับไม่ทำ จึงถูกมองอย่างอคติ เนื่องจากชาวบ้านโดนอย่างนี้มาตลอด”
“ผมเคยถามว่าชาวบ้านว่าเวลาชาวบ้านมีกิจกรรมต่างๆ ทำไมไม่ยอมให้ อบต.มาช่วยงาน ชาวบ้านบอกว่าประสานแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า ทางอบต.อ้างว่าต้องรอให้นายก อบต.อนุมัติก่อน คือในทางปฏิบัติสมาชิกในพื้นที่ไม่มีบทบาทในการวางนโยบายหรือกำหนด ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเลย แต่เมื่อหันมามองอีกมุมหนึ่ง ชาวบ้านจะไปว่าเขาก็ไม่ได้ เพราะว่าตอนเลือกตั้ง ชาวบ้านเองก็โดนจ้างให้ไปเลือก ได้รับค่าตอบแทน 300-400 บาท ก็หมดหน้าที่ของชาวบ้านแล้ว ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาใช้งานสมาชิกของตนเองได้อีก ตรงนี้เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ไม่เข้าใจ มันมีการซื้อเสียงกันสูงมาก ทำให้ความขัดแย้งยิ่งสูงตามไปด้วย”
“ยิ่งไปกว่านั้นการทำงานของข้าราชการหรือแม้แต่ อบต.ก็ไม่ค่อยได้ลงพื้นที่ ไม่ได้รับรู้ปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านสักเท่าไหร่ คือเขาจะคิดมาจากข้างบน แล้วให้ผู้รับเหมาทำอีกที เรื่องคุณภาพชีวิตหรือความเป็นอยู่ของชาวบ้านจริงๆ แทบจะไม่แตะ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องศาสนาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับที่นี่ ซึ่งเขามักจะอ้างว่าไม่ได้อยู่ในแผนบ้าง ผิดหลักบ้าง ทั้งที่จริงๆ บริบทของพื้นที่จะเกี่ยวข้องกับศาสนาทั้งนั้น แต่ไม่มีอะไรรองรับตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโรงเรียนตาดีกา การละหมาดวันละ 5 เวลา สิ่งเหล่านี้จะถูกมองข้าม ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจบารมีกันรุ่นต่อรุ่น มีการวางตัวให้ลูกชายตนเองสืบทอดต่อจากพ่อ เป็นผลทำให้ไม่มีการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างแท้จริง” มูฮัมหมัด กล่าว
ผู้นำท้องถิ่นเอาแต่ขัดแย้ง
อับดุลเลาะ หมัดอาด้ำ นักกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่ มองคล้ายกันว่า ชุมชนมลายูท่ามกลางความรุนแรงในขณะนี้ มีประเด็นให้ต้องคิดต่อหลายเรื่อง ซึ่งยังแก้ไขปัญหาไม่ได้สักที โดยเฉพาะการทำงานของกลุ่มผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือผู้นำชุมชนซึ่งมีความขัดแย้งกันสูงมาก และเป็นเหมือนกันทุกพื้นที่
“ผมกำลังคิดว่าปัญหามันก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากใครหรือไม่ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อก่อนเรามีความสามัคคีกันมาก แตกต่างจากปัจจุบันนี้ที่ได้รับการพัฒนาโดยรัฐ โครงการต่างๆ ทำให้ชาวบ้านแตกแยกกันหรือเปล่า ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าคิด แต่ถ้ามองในแง่ดี ท่ามกลางวิกฤติก็ยังมีโอกาส เพราะชุมชนเองก็กำลังค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ในอนาคต”
อับดุลเลาะ ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับงานด้านสิทธิมนุษยชนกับงานเยียวยาที่มีบทบาทสูงมาก ในระยะหลัง ว่า การเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหรือการให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิจะทำแยก กันไม่ได้ เพราะวันนี้ทำด้านใดด้านหนึ่งไม่เพียงพอแล้ว เนื่องจากเรื่องปากท้องกับเรื่องคุณภาพชีวิตของชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่ชาว บ้านเองมักจะเอามาเป็นเงื่อนไขของการไม่ยอมรวมกลุ่มเพื่อต่อสู้กับปัญหา ไม่อยากแก้ไขความขัดแย้งในชุมชนของตนเอง ดังนั้นทั้งงานด้านสิทธิ งานเยียวยา และงานพัฒนาควรจะไปด้วยกัน ควรจะทำให้บูรณาการกัน
คนมีตำแหน่งไม่เห็นหัวชาวบ้าน
นายซอและ มะสอลา แกนนำนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเยาวชนรักษ์บ้านเกิด กล่าวว่า ทุกวันนี้คนมีตำแหน่งในชุมชนเหมือนจะทำตัวเหินห่างจากชาวบ้าน เหมือนดูถูกชาวบ้าน ไม่ได้รับรู้ว่าตอนนี้ชาวบ้านพัฒนาตัวเองไปมากแล้ว อาจจะมีบ้างสำหรับผู้นำที่ดีที่เริ่มเข้าหาชาวบ้าน แต่ก็ยังน้อยมาก และสภาพเช่นนั้นก็เกิดภายหลังจากที่ผู้นำได้เรียนรู้ที่จะทำร่วมกับชาวบ้าน และได้รับบทเรียนต่างๆ จากชุมชน แต่ยังมีผู้นำอีกมากที่มองข้ามจุดนี้
“ผมเคยร่วมกับเยาวชนและชาวบ้านในหมู่บ้านไม่กี่คนทำโครงการในชุมชนของตัวเอง สมาชิกก็ไม่ได้เรียนสูงอะไรมากมาย แต่เราก็สามารถจัดงานที่ดึงคนระดับสูงมาร่วมได้ ซึ่งตอนนั้น อบต.ตลอดจนผู้นำต่างๆ ไม่ได้มาร่วม เพราะไม่คาดคิดว่าเราจะทำได้ขนาดนี้ ซึ่งพวกเขาเองก็คงเสียหน้าพอสมควร ทำให้โครงการต่อมาที่เราจัดเขาก็ยื่นมือมาช่วยเหลือ อนุมัติอุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆ ง่ายขึ้น คงกลัวว่าจะไม่มีส่วนร่วมกับโครงการอีก แต่พอเราของบบริจาค กลับได้แค่พันกว่าบาท ชาวบ้านก็บอกว่าถ้าสนับสนุนแค่นี้ไม่ต้องให้ดีกว่า”
“ที่เล่ามาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจ ไม่จริงใจของตัวแทนภาครัฐในพื้นที่ และนี่ก็เป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งให้กับรัฐบาลเหมือนกันว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ถอดบทเรียนการทำงานของตนเองเหมือนที่ชาวบ้านทำบ้าง หรือไม่ งบประมาณที่สูญเสียกับที่นี่มันได้ถูกใช้ให้คุ้มค่าหรือเปล่า แล้วที่ว่าแก้ปัญหาภาคใต้มาถูกทางนั้น รัฐบาลต้องไปดูใหม่ว่าถูกทางตรงไหน ชาวบ้านยังไม่เข้าใจ”
ขณะที่ อัสมาน เจ๊ะมะ เจ้าหน้าที่ของคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ เห็นว่า สิ่งที่ทุกคนพูดสะท้อนว่าขณะนี้ชาวบ้านเริ่มหมดศรัทธา หมดหวังกับภาครัฐ ทำให้ชาวบ้านเอาแต่หาเช้ากินค่ำไปวันๆ ราคายางตกก็ไม่เป็นไร รอได้ อยู่ได้ไปวันๆ หนึ่ง ในขณะที่ภาครัฐเองก็อ้างว่าได้ช่วยเหลือภาคใต้เต็มที่แล้ว ได้ให้ทุกอย่างแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ การแก้ปัญหาก็มาถูกทางแล้ว
“ผมคิดว่าภาครัฐคงไม่รู้ว่าการให้นั้น บางพื้นที่ไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว บางทีสิ่งที่ชาวบ้านต้องการภาครัฐกลับไม่ได้ให้ แต่ไปให้ในสิ่งที่ชาวบ้านไม่ต้องการ ฉะนั้นภาครัฐต้องถอดบทเรียนเพื่อลดการสูญเสียเวลาและงบประมาณเหมือนที่ผ่าน มา”
นับเป็นเวทีที่สะท้อนปัญหาได้ตรงเป้า และคงแทงใจดำใครหลายๆ คน!
———————————————————————-
บรรยายภาพ :
1 โปสเตอร์งานศุกร์เสวนา หัวข้อ “ชุมชนมลายูท่ามกลางความรุนแรง”
2 มูฮัมหมัด ดือราโอะ
3 อับดุลเลาะ หมัดอาด้ำ
4 ซอและ มะสอลา






ขอเชิญเข้าร่วมแลก เปลี่ยน ศุกร์เสวนา ครั้งที่ 11
หัวข้อ อภิสิทธิ์(ชน) ปัญญา (ชน) มวล (ชน) ! กับความขัดแย้ง
เปิดประเด็นโดย
บรรจง นะแส ผู้อำนวยการโครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553
เริ่มเปิดประเด็น เวลา 08.30 น. – 12.00 น.
ณ สำนักงานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ปัตตานี
สนใจเข้าร่วม ติดต่อ 073-331-254
e-mail : wgjp_pn@hotmail.com
มาร่วมแลกเปลี่ยนและพูดคุยเพื่อ สร้างสรรค์สังคม
เสวนาสาธารณะ เสวนาความคิด พื้นที่ของคนธรรมดา
Share and Enjoy:
ปรัชญา โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
ท่ามกลางการไหลเทลงพื้นที่ของงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อดับไฟความรุนแรง ที่จังหวัดปลายด้ามขวาน หลายๆ ครั้งโครงการพัฒนาไม่ได้นำพาไปสู่ความสงบที่จริงแท้ แต่กลับทำให้เกิดรอยปริร้าวขึ้นในชุมชนจากความขัดแย้งของผู้นำในท้องถิ่นที่ รัฐใช้เป็นมือไม้ในการจัดการปัญหาในพื้นที่นั่นเอง
และนั่นคือประเด็นที่ถูกหยิบไปพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันกันในเวที “ศุกร์เสวนา” เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งใช้ชื่อหัวข้อว่า “ชุมชน มลายูท่ามกลางความรุนแรง” โดยมีนักพัฒนารุ่นใหม่ที่ทำงานเกาะติด พื้นที่มานานร่วมกันแลกเปลี่ยนและบอกเล่าประสบการณ์ที่ถูกมองข้ามและแทบไม่ เคยนำมาพูดถึงในเวทีสาธารณะ
งบลงแต่ไร้งาน
มู ฮัมหมัด ดือราโอะ อดีตเจ้าหน้าที่ภาคสนามโครงการชุมชนศรัทธา เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมาว่า จากประสบการณ์หลายปีที่ทำงานในพื้นที่ เขาต้องเชื่อมประสานกับแกนนำระดับต่างๆ ของชุมชน ทำให้มองเห็นปัญหาของแกนนำเยอะมาก แม้แต่ผู้นำศาสนาส่วนหนึ่งก็ไม่ค่อยยอมมีส่วนร่วมกับงานพัฒนาชุมชนมากนัก แต่จะเน้นเรื่องพิธีกรรมเป็นหลักด้านเดียว
ส่วนผู้ใหญ่บ้านกับสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญหา เวลางบประมาณของรัฐลงไป พบว่าไม่ค่อยถึงชาวบ้าน และไม่มีการชี้แจง แม้แต่เนื้องานก็ไม่เกิด ถามว่าทุกปีมีงบลงหรือไม่ คำตอบก็คือลง แต่มีอะไรเกิดเป็นรูปธรรมบ้าง คำตอบคือไม่มี มีก็แต่รายงานเป็นเอกสารที่ระบุว่าทำไปหลายอย่างแล้ว
“ผมเคยไปเจอ อบต.แห่งหนึ่ง เขาทำป้ายจัดประชุมโดยเกณฑ์คนเข้ามาร่วม แล้วก็ถ่ายรูป 2-3 รูป [...]
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นิสิตปริญญาโท
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดูเหมือนว่าการถกเถียงเรื่องประสิทธิภาพของเครื่องตรวจระเบิด จีที 200 จะตกอยู่ใต้เงื้อมมือของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะในเสื้อคลุมนักวิชาการหรือเครื่องแบบทหาร ทั้งๆ ที่การถกเถียงทางสาธารณะเพื่อพิสูจน์เครื่องมือชนิดนี้เป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางจริงๆ
เมื่อการทดสอบถูกกระทำแบบปิดลับ โดยอ้างสัญญาที่กองทัพทำไว้กับบริษัทผู้ผลิต (ซึ่งไม่เคยเปิดเผยสัญญาว่าทำกันไว้อย่างไร เมื่อไหร่ แม้จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯแล้วก็ตาม)
ฉะนั้นไม่ว่าผลการทดสอบจะออกมาอย่างไร ก็คงไม่อาจคลี่คลายความคับข้องใจของประชาชนคนไทยได้ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้คนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจการชี้หรือไม่ ชี้ของเครื่องมือ จีที 200 มานานหลายปี
และแน่นอน เมื่อไม่สามารถคลายความคับข้องใจได้ ก็ย่อมส่งผลถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในระยะต่อไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง!
อุลริค เบค (Ulrich Beck) นักสังคมวิทยาชื่อก้อง มองว่า ในยุคทันสมัยแบบสะท้อนย้อนกลับ (reflexive modernity) ผู้เชี่ยวชาญไม่อาจยึดกุมผูกขาดความรู้เอาไว้ในมือได้อีกต่อไป เบคเชื่อว่าสังคมต้องเกิดกระบวนการวิพากษ์ด้วยการใช้เหตุและผลอย่างถอนราก ถอนโคน (radicalization of rationalization)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ “ระบบราชการ” ซึ่งเคยยึดกุมผูกขาดทุกอย่างเอาไว้ในมือ เมื่อต้องมาอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ระบบราชการจึงมีข้อจำกัดหรือกับดักบางประการซึ่งต้องการการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างถอนรากถอนโคนเพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ปรากฏการณ์เรื่อง จีที 200 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจในการตัดสินใจทางนโยบายผ่านชนชั้นนำของไทยในด้าน “เทคนิค” หรือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งบางเรื่องก็ต้องยอมรับว่ามีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่ จีที 200 เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำงานร่วมกับคน [...]



Leave a Comment